2006/May/24

หัวข้อนี้คงอยู่ไม่นานนัก เนื่องจากมันเป็น

หัวข้อที่เครียดมาก


แต่หลายอย่าง ผมคิดว่า อาจให้อะไรบางอย่างกับบางคนที่ต้องการก็ได้

หลายๆคนที่มีคำถาม หรือกำลังต้องการคำตอบ


ผมไม่แน่ใจนักว่าจะให้หัวข้อนี้อยู่นานซักเท่าใด....แต่ก็เอาเถอะ..

ผมจะเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ฟัง...


มีเด็กธรรมดาๆ คนนึง

เขาถูกเลี้ยงดูมาค่อนข้างเข้มงวด

พ่อของเขาเป็นครูที่เข้มงวด แม่ของเขาเป็นครูและภรรยาที่เงียบๆทั่วไป

และพ่อของเขาเข้มงวดมาก

แม้แต่พูดเล่นกับพ่อเขายังไม่สามารถทำได้

ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร หากกลับเกิน 1 ทุ่ม ไม่ว่าเพราะตกรถ หรือไม่มีรถ

หรือแม้แต่ให้

คุณครูมาส่ง เขาต้องโดนลงโทษ ไม่มีที่ว่างให้กับการแก้ต่างใดๆ

ความผิดต้องโดนลงโทษ...

น้ำตาแห่งความขมขื่นของเขาเคยมีแต่ต้องเช็ดกับหมอน

ไม่มีซักครั้งที่ พ่อ หรือแม้ จะอ้าแขนให้เขา หรือปลอบเขา

ไม่เคยมีคำชมซักครั้งออกจากปากของพ่อและแม่ของเขา

หากข้อผิดพลาด เขาไม่เคยซักครั้งที่จะได้กำลังใจ

มีเพียงความมืดของห้อง และความเงียบของกลางคืน ที่ค่อยๆปลอบทำให้เขาสงบ

เขามักเฝ้าถามว่าทำไม ทำไมต้องมีแต่เขา

บางครั้งเขามองน้องที่ได้รับการยกเว้นทุกประการ

ที่เขาถูกห้าม เขากับน้องต่างกันตรงไหน

เพียงเพราะเขาเป็นพี่ เขาถึงต้องขมขื่นเพียงผู้เดียวหรือ

หากผิด เขาต้องโดนลงโทษเพียงผู้เดียว

ทำงานทุกอย่าง เพียงเขาคนเดียวที่ต้องทำ

คนอื่นผิดได้ มีเพียงเขาเท่านั้น ถ้าผิด จะไม่เคยได้รับการยกเว้น

ขมขื่น..และน้อยใจ

ขาไม่เคยทำสิ่งที่ละอายแก่ใจ และไม่รีรอถ้าช่วยผุ้อื่นได้
แต่ทำไม นี่คือสิ่งที่เขาได้? เขาสับสน และสงสัย
แต่เขายังเชื่อว่าโลกนี้ต้องมีความยุติธรรมอยู่....

แต่ตอนนี้เขาก็ยังคงมีชีวิตอยู่อย่างขมขื่น

น้อยครั้งที่เขาจะยิ้ม และน้อยครั้งที่เขาจะพูด

หลายครั้งที่มีคนบอกว่าทำไมไม่ยิ้มบ้าง เขาไม่พูด

เพราะเขาไม่รู้จะบอกยังไง

ว่า..ถ้าไม่ขำ ไม่มีความสุข จะยิ้มได้อย่างไร? และเขารู้ว่าพูดออกไป

อาจจะนึกว่าโดนกวนอารมณ์ได้

คำตอบของเขาจึงมักมีแต่ความเงียบ

อะไรจะขมขื่นเท่าบ้านที่เหมือนไม่รักเขา

อะไรที่จะทำให้เขาเจ็บปวดเท่าการที่รู้สึกว่า ครอบครัว เห็นเขาไม่ต่างกับ

คนใช้ที่ไว้ใช้งานได้ ตั้งแต่เช้า จรดค่ำ โดยไม่ต้องจ้าง

ระบายอารมณ์ได้โดยไม่ต้องกลัวหนีหาย ไม่ต้องกลัวว่าจะหันมาทำร้าย

เขามักรู้สึกว่าตัวเองเป็นถังขยะใบหนึ่ง...

แม้แต่น้องของเขาก็เลียนแบบพ่อและแม่

บ่อยครั้งที่เขาถูกน้องทำร้าย

แต่ก่อนที่เขาจะทำอะไร น้องก็ร้องไห้ลั่น แล้วบอกว่าเขาตี

ทั้งๆที่คนโดนตีเป็นเขา...

ชีวิตมันช่างขมขื่น

แม้แต่เพื่อนร่วมทาง ก็มักแกล้ง ทำให้ผิวกายของเขาต้อง

เจ็บปวดเสมอ พวกเขาสนุกสนาน กับการเจ็บปวด แต่เงียบงันของชั้น

มนุษย์บางพวก ช่างโหดร้ายนัก

เพื่อนที่มีชีวิตแตกต่าง

ไม่เคยสามารถเข้าใจได้ เพื่อนเขาไม่เคยสนใจว่ามันเป็นเรื่องใหญ่

เพื่อนเขาสนใจแต่ว่า ครอบครัวมีกินมีใช้ดี เท่านั้น เขาก็เข้าใจ

ในชนบทความยากแค้นเป็นเรื่องลำบากมากกว่าสำหรับเเพื่อนๆเขา

ปัจจัยสี่มีครับ ...แต่ปัจจัยของหัวใจ ...นั้นแทบไม่มีแม้แต่อย่างเดียว

ไม่มีใครเข้าใจได้ ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครตั้งใจฟังจริงๆ
เขาจึงเลิกที่จะพูด จนการพูดช่างเป็นเรื่องเหนื่อยเหลือเกินสำหรับเขา
เพื่อนรอบข้างค่อยๆถอยห่าง
แต่สำหรับเขาแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก
เพราะความเงียบเสมือนเพื่อนเก่า มากกว่าสิ่งใด

สิ่งที่ทำให้ใจเขาสงบได้คือ ห้องสมุด หนังสือ และสมุดวาดเขียน

มันทำให้เขาลืมชีวิตที่จมไปด้วยความเศร้าไป...
หลายครั้งที่เขาใช้มีดกรีดลงบนต้นแขน เลือดค่อยๆไหลออกมา

อยากจะเจ็บให้เท่ากับความขมขื่นในใจ
อยากจะตายให้พ้น จากการตายอย่างช้าๆของหัวใจดวงนี้
อยากจะให้คนในครอบครัวได้รับรู้บ้างว่า เขาก็ขมขื่นเป็น และขมขื่นแค่ไหน

แต่ก่อนที่จะกดลงไปเขาก็เห็นว่าข้างใต้ที่เลือดหยดลง
สมุดวาดเขียนที่ยังไม่เสร็จ สมุดที่เขาแอบพ่อไว้
เขารีบเช็ดเลือดที่จะทำให้ภาพเสีย
และแก้ไขและพยายามทำให้เสร็จ
เมื่อเสร็จแล้วก็ให้รางวัลกับตัวเองด้วยการอ่านหนังสือเล่มโปรด

บ้านของเขาช่างหาหนังสืออ่านยากเหลือเกิน หนังสือที่สามารถอ่านเพลิน
ยิ่งหายากมาก วันหนึ่งผ่านไป
ไม่รู้กี่ครั้งที่ ผมละทิ้งการทำร้ายตัวเองแล้วหันหน้าเข้าสู่
หนังสือ แล้วล้มเลิกมัน

เขาเลิกหวังแล้วในการมีเพื่อน ที่คุยและปรึกษาหรือสนิทสนม
ตั้งแต่ คนที่สนิทกับเขาที่สุด ได้จำต้องเดินทางจากไปที่อื่นเพราะครอบครัว
แต่นั่นมันก็ตั้งแต่ประถมแล้ว
และนับแต่นั้นไม่เคยมีใครคิดจะก้าวเข้ามาหาเขา
ยกเว้นผลประโยชน์ที่จะได้จากมือของเขา ภาพของเขา

หากเว้นจากสิ่งนั้นแล้ว แม้หางตาก็ไม่เคยแล

พ่อของเขาเข้มงวดเรื่องการเรียน
เขาต้องเรียนรู้ที่จะต้องขยัน และแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

มักมีคนถามเขา ทำไม ไม่ถามการบ้านกับพ่อ และแม่
สิ่งที่พ่อแม่มักตอบเขาคือ ไปคิดเอง

เขาต้องกัดฟันมากมายเพื่อรักษาผลการเรียนเอาไว้
ทั้งๆที่มันเป็นสิ่งที่ทำให้เขาปวดศรีษะ เหลือเกิน
และเขาก็ทำได้ เขามักอยู่อันดับต้นๆของห้องเสมอ อยู่ระดับ 3- 15 ของห้อง

แต่นั่น กลับทำให้เขาต้องอยู่โดดเดี่ยวยิ่งขึ้น
เมื่อขึ้นสู่มัธยมต้น เขาไม่เคยมีเพื่อน

หลายๆครั้งเขาก็ต้องได้ยินว่า ที่เขาเรียนได้ดีเพราะ พ่อแม่เป็นครู มันเป็นเรื่อง
แน่อยู่แล้ว เขามักยิ้มให้ตัวเองอย่างขมขื่น ไม่มีใครเคยคิดว่าสิ่งที่เขาทำคือสิ่งที่
เขาพยายามเลย

ไม่มีใครคิดจะมอง เพราะเขามักคิดเข้าข้างตัวเองกันเสมอ...
มีข้ออ้างเพื่อตัวเองเสมอ....

เขาไม่คิดจะโต้เถียงหรือทะเลาะ...ทะเลาะกับกระต่ายขาเดียวที่ไม่เคยยอมรับ
มีประโยชน์อะไรหรือ?...เขาเคยเห็นเพื่อนทะเลาะกันมากมาย
ไม่มีซักคนที่ยอมรับว่าตัวเองผิด เขามองเพื่อน บางครั้งเขารู้ว่าฝ่ายไหนโกหก
เพราะเขามองมันอยู่ แต่เขาก็ยังไม่พูด เพราะไม่แน่ใจ

คนที่ทะเลาะกันวันนี้ หลายครั้ง
พรุ่งนี้กลับเกี่ยวก้อยกัน แล้วหัวเราะกระซิกกระซี้

เมื่อวานบอกเขาว่าคนๆนี้น่ารังเกียจ สารพัดอย่าง
แต่อีกวัน เขากับเห็นคนที่ที่พูด กับคนที่คนๆนั้นนินทา คล้องแขน
ไปกันอย่างสนิทสนม

เขาจึงไม่พูด เขาอยู่ดูว่า คนที่โกหกจะยืนยันนานซักแค่ไหน
แล้วเขาก็ต้องเศร้าใจว่า คนๆนั้น ไม่เคยยอมรับมัน...แม้บางคนมาถามเขา
ว่าเฮ้ย เอาจริงนะ จริงเหรอวะ ผมก็เห็นเขาหลอกเพื่อนตัวเอง
หน้าตาเฉย แล้วยังกล่าวร้ายคนที่ตนทะเลาะต่อ...

ผมผู้มองเห็น..โดยที่เขาไม่รู้..และผมไม่ต้องการให้รู้....

ผมมองมันอย่างเศร้าหมอง
นี่หรือมนุษย์....

น่าเสียดายที่ผมไม่เห็นว่าพวกเขาคืนดีกันอย่างไร
แต่ไม่กี่สัปดาห์ เขาก็อยู่ด้วยกันในวงเหล้า

ดังนั้นผมไม่คิดจะมีเพื่อน....แต่ทว่า

อยู่ๆมีคนหนึ่งเหมือนก้าวจากความว่างเปล่ามาหาเขา
คนนั้นมาพร้อมกับน้ำตา แล้วขอความช่วยเหลือจากเขา
เขาไม่รู้จักมาก่อน แม้อยู่โรงเรียนเดียวกัน ชั้นเดียวกัน
แต่อยู่คนละห้องที่เขาไม่เคยไปหรือรู้จัก
แม้จะสงสัยมากมาย แต่เขาก็คิดว่า ถ้าไม่เดือดร้อนจริง
คงไม่มาขออย่างเปิดเผยหน้าห้องแบบนี้ ก่อนเข้าแถวแบบนี้
สิ่งที่คนๆนั้นต้องการคือ เงิน

วันๆหนึ่งเขาได้จากครอบครัววันละ 10 บาทเท่านั้น
มันพอเท่ากับ ค่าอาหารกลางวันเท่านั้น
เด็กคนนั้นบอกว่า ไม่มีแม่ อยู่กับย่า อย่างยากไร้
พ่อก็ไปทำงานต่างประเทศ หายไปไม่มีข่าวอีก
เด็กคนนั้นได้ยินจากเพื่อนคนหนึ่งว่าอาจพึ่ง เขาได้
แม้จะลำบากใจ และกลัวถูกหลอกอยู่ลึกๆ
เขาไม่อยากเชื่อว่าน้ำตาที่ไหลนั้นมาเพื่อหลอกเขา
เขาจึงให้เด็กคนนั้นไป คนนั้นรับไปด้วยสีหน้ายินดี
และพร่ำขอบคุณ เขาก็ดีใจที่ช่วยได้
การอดข้าวซักมื้อ ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขา

แต่หลังจากนั้นทุกเช้าก่อนเข้าแถว
เด็กคนนั้น ก็มาเช่นเดิม
แม้ใจจะสงสัย แต่เขาก็พยายามตัดมันไป
เมื่อเขากล้าที่จะขอความช่วยเหลือ เขาก็พร้อมที่จะให้

วันเวลาผ่านไป เกือบ 2 ปี คล้ายกับ
เป็นกิจวรรตที่เด็กคนนั้นต้องมาคุยเล็กน้อยแล้วก็ขอเงิน
เด็กคนนั้นมักบอกว่า เขาเป็นเพื่อน และเขาจึงคิดว่า เขาควรช่วยเพื่อน

ดังนั้นแม้เขาสงสัย เขาก็ให้เสมอ
แม้กระทั่ง ถึงเวลาที่ต้องไปเข้าค่าย ลูกเสือ-เนตรนารี
เด็กคนนั้นก็มาร้องไห้กับเขาว่าไปไม่ได้...
เขาลำบากใจมาก แต่ก็ตัดสินใจที่จะช่วย...
เขายอมทุบกระปุกที่เขาเก็บเสมอออกมา
ช่วยเด็กคนนั้นถึง เกือบ 9 ใน 10 ส่วนของค่าใช้จ่าย
เพื่อช่วย คนที่เรียกเขาว่า เพื่อน

แต่วันเข้าค่าย เขามองหาเด็กคนนั้นไม่เจอ
แต่เขาพยายามมองในแง่ดี
การเข้าค่ายนั้นเป็นการเข้าค่ายทั้ง 10ห้อง
บางทีเขาอาจจะมองไม่ทันเห็น
แล้วกิจกรรมที่ต้องทำก็มากมายเหลือเกิน

แล้วเขาก็พบว่าเด็กคนนั้นไม่ได้ไป
เขาบอกว่าไม่สบาย และย่าไม่ให้ไปจึงไปไม่ได้
เขาสงสัย แต่ไม่ถาม เขาอยากทดสอบว่า
เพื่อนเขาคนนี้ จะคิดคืนเงินเขามั้ย
และเด็กคนนั้นก็ไม่คืน แต่เบอกถึงเรื่องค่าใช้จ่ายอื่น
แล้วก็เอาไปจ่ายส่วนนั้นแล้ว
เขายอมรับมันอย่างไม่เต็มใจ

เขายังอยากเชื่อเพื่อนของเขา...
และรุ้สึกผิดที่ระแวงสงสัยเพื่อนของเขา

จนกระทั่ง พ่อเของเขา บ่นว่าเขาไม่เก็บเงินเลย
เขาทนในสิ่งที่ถูกทับถมไม่ได้ เขาจึงหลุดปากที่ให้
เพื่อนของเขายืมเงินไป แต่เขาไม่กล้าบอก
ว่ามันมากมาย และยืมนานเหลือเกิน

เมื่อแม่ถามว่าเพื่อนคนนั้นคืนบ้างหรือไม่
เขาโกหกว่า คืนบ้าง ทั้งๆที่ไม่มีแม้แต่บาทเดียว

แต่เขารู้ว่าแม่ยังสงสัย เขาก็ไม่พูดอีก ...

แล้ววันเวลาก็ถึงวันที่จะจบการศึกษา
ความระแวงเพิ่มพูนขึ้น
แม่และพ่อของเขาที่รู้เรื่องเพื่อน
และการให้ยืมเงินกดดันเขา

แต่เขาอยากจะเชื่อเพื่อน
เขาโกหก การโกหก ที่เขาเกลียด ที่เขาไม่คิดจะทำ..
แต่เขาโกหกพ่อแม่ เพื่อเพื่อน

แล้วเขาก็รู้ข่าว เขาต้องจากบ้านไปสู่เมืองหลวงเพื่อเรียนต่อ
แต่เพียงผู้เดียว โดยไปพักบ้านญาติ

เขารับรู้ข่าวด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าเขาจะยอมให้ชั้น
ไปไกลขนาดนั้น มันน่าตื่นเต้น เขาไม่มีสิ่งอาลัยในบ้านเกิดนี้

บุคคลน้อยเหลือเกินในความคิดเขาที่มีความทรงจำดีๆ ความจำดีๆ อันน้อยนิด

แต่เขาอยากจะเคลียร์กับคนที่เรียกเขาว่าเพื่อน

นอกจากคนที่เรียกเขาว่าเพื่อน ยังมีเพื่อนสมัยประถม ที่ยืมเขาไป
แต่มันเป็นจำนวนน้อยกว่าเพื่อนอีกคน แต่ยืมเป็นก้อน ซึ่งใหญ่ สำหรับ เด็กที่เก็บเงินจาก ค่าขนมวันล่ะ 10 บาท
เขาบอกแม่ แต่เขาไม่อยากให้แม่ลำบากใจ เขาจึงบอกว่าช่างมันเถอะ..
แต่แม่ของเขากลับไม่ยอม อย่างประหลาดใจ แม่ของเขาตระเวนไปตามบ้านของเพื่อนที่มาขอหยิบยืมเขา
แม่ของผมรู้ว่าบ้านของคนๆนั้น อยู่ไหน ทั้งๆที่ผมไม่รู้เลย
วันนั้นผมถึงรู้ว่า แม่ของผม เป็นคนที่เก่งคนหนึ่ง

แล้วหลายๆอย่างที่ไม่คาดคิดก็โผล่ขึ้นมา
แม่ซึ่งเดินเข้าไปในหลายๆบ้าน ออกมา หลังจากที่เราจะไปบ้าน
ของคนที่ยืมเงินผม รวมไปมากที่สุด เกือบ 3 พัน

ซึ่งมากเหลือเกินสำหรับผม...แต่มันเป็นการหยิบยืมแบบพอกหางหมู...
ละเล็กละน้อย แล้วก็กลายเป็นมากมาย

แม้ก็เล่าเรื่องบางอย่างที่ทำให้ผมต้องเศร้าใจ

พวกเขาหลอกผม
เด็กคนนั้น ที่ผมยอมทิ้งสังหรณ์ ทิ้งความระแวง ทิ้งความสงสัยทั้งมวล
คนที่ผมเชื่อในคำพูดว่าเป็นเพื่อน
เกือบ 2 ปี...ที่เราพบหน้ากัน
น้ำตา และเรื่องเราวที่เขาบอกผม
ล้วนเป็นเรื่องจริงที่เสริมแต่ง ผลลัพย์คือการโกหก

แม่เขาตายนั้นจริง แต่ย่าของเขาดูแลอย่างดี ไม่มีปัญหาการเงิน
พ่อของเขาทำงานที่ไต้หวัน และส่งเงินมาจำนวนมาก
และมีตำแหน่งที่สูงและดี
แม้ไม่ร่ำรวย แต่ก็ถือว่าอยู่ดีกินดี

แล้วแม่ก็เฉลยบางอย่างออกมา
ห้องที่เด็กคนนั้นอยู่ แทบเป็นที่รวบรวมเด็กที่อยู่ห้องเดียวกับผม
สมัยประถม 6 เข้าไว้ด้วยกัน มันเป็นห้องบ๊วย หรือห้องที่สอบได้ด้วยคะแนนต่ำสุด
ผมเพียงคนเดียวที่ก้าวสู้ห้อง TOP
ดังนั้นเด็กคนนั้นจึงรู้หลายอย่างของผม จากเพื่อนๆสมัยประถมเหล่านั้น
พวกเขาร่วมมือกันแต่งเรื่องมากมาย เพื่อเอาเงินจากผม

พวกเขาคิดว่าผมร่ำรวย
ไม่เคยคิดเลยว่าเงินที่ผมให้มันมาจากเลือดของผม

ทุกครั้งที่ได้ พวกเขาจะเฮลั่น ที่หลอกผมได้ แล้วเอาเงินไปเลี้ยงกัน

เราเรียนกันคนละตึก พวกเขาจึงไม่กังวลเลยว่าผมจะมารู้เลย
ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

ผมรับฟังด้วยความเงียบ เศร้าใจเล็กน้อย
คงเพราะผมสังหรณ์ในอยู่แล้วกระมัง
หรือเพราะหัวใจผมด้านชาจากการถูกทรยศ
ทั้งจากเพื่อนใหม่ และเพื่อนเก่า...
ผมบอกไม่ถูก...

แม่เดินเข้าไปในบ้าน แม่คงไปคุยกับย่าของเด็กคนนั้น
ซักพักแม่เดินออกมา แล้วผมก็ได้ยินเสียงเด็กคนนั้น
ย่าของเขาลากเด็กคนนั้นออกมา ย่าของเขายืนยันเรื่องพ่อแม่ของเด็กคนนั้น
น่าสงสารย่าของเขาที่เล่าทั้งน้ำตา
ย่าของเขาผิดหวังแค่ไหนนะที่หลานของเขาเป็นคนหลอกลวงได้ขนาดนี้
เขาพร่ำว่าไม่คิดฝัน เพราะ เขาเห็นว่าหลานของเขาเป็นเด็กดีแม้จะดื้อบ้าง

ผมไม่ทราบว่าแม่ของผม ยืนยันในสิ่งไหน หรือเพราะความเป็นครู
ย่าของเขาเชื่อแม่ผม เขาลากหลานเขามาเพื่อขอโทษ
มือก็ตี หลานที่นองน้ำตา แล้วพร่ำพูดอย่างเสียใจว่า
มิน่าถึงได้บอกให้ว่าไม่อยู่ เมื่อเห็นผมซ้อนรถมากับแม่

เขาคิดจะหลบหน้าผม ผมรับรู้ความจริงอย่างเศร้าๆ
หลายๆอย่างมันเด่นชัดจนผม
ไม่อาจคิดเข้าข้างเขาได้อีก
เขาโกหกผมมากมายเกินไป

แม่เดินออกไปที่รถ คงอยากให้ผมต่อว่าเด็กคนนั้น
ย่าของเด็กคนนั้น ผลักหลานมาหาผม แล้วเดินไปข้างใน
ผมคิดว่า ย่าของเด็กคนนั้นคงไปร้องไห้

เด็กคนนั้นร้องไห้ แล้วบอกว่าเขาขอโทษ
ผมพยักหน้ารับ เพราะเขาได้ขอโทษแล้ว
ถ้าไม่ยกโทษให้ ผมก็ไม่รู้จำทำโทษอะไรยังไง
แต่เขากลับจับมือผม แล้วบอกว่า แต่เขาไม่ได้ตั้งใจหลอกนะ
เขาจริงใจจริงๆ และดูเหมือนว่าเขาจะเริ่มพูดต่ออีก

ผมแกะมือเขาออก มันเป็นครั้งแรกที่ผมทำในสิ่งที่ผมปรกติจะกังวลว่า
จะเป็นการทำร้ายจิตใจใครหรือไม่
ผมไม่อยากรับฟังมันอีก
เขาพยายามจะจับผม ผมปัดมือเขาออก
และกล่าวว่า ให้มันจบแค่นี้เถอะ

ใช่ให้มันจบแค่นี้...

ผมหันหลังกลับ แล้วเดินไปซ้อนท้ายแม่โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
แม่ก็ขับออกไปโดยไม่ถามอะไร
ระหว่างทาง แม่ถามว่าเรียบร้อยมั้ย
ผมพยักหน้า แล้วซบหลังแม่
ผมกล่าวขอบคุณแม่เป็นครั้งแรก
เป็นวันแรกที่ผมเห็นตัวตนของแม่
ตัวตนที่ผมแทบมองไม่เห็น มันเลือนลางเหลือเกินในความรู้สึกผม
แต่วันนี้ไม่ใช่ ....
วันนี้ผมได้เห็นว่าแม่ผม ลึกๆแล้วรักผม
และพร้อมอยู่ข้างผม
ผมสะกดกลั้นน้ำตา
วันนี้เป็นวันที่ผมรักแม่เหลือเกิน...

แม่ไม่ได้บอกพ่อ...ผมรู้...เพราะพ่อหากทราบ
เขาไม่เคยยั้งที่จะตำหนิผม

จนถึงวันที่ผมออกเดินทาง
พ่อลูบหัวผมเป็นครั้งแรกก่อนผมขึ้นรถ
มันเป็นการแสดงความรักครั้งแรก ที่ผมได้รับจากพ่อของผม
ผมรู้สึกแปลกๆ ผมน่าจะยินดี แต่ผมกลับไม่รู้สึกอะไรเลย
ไม่เท่ากับ ดวงตาของแม่ที่มองส่งผม

ผมเดินทางออกจากบ้าน
พร้อมกับรับรู้ถึงตัวตนในอดีตที่ผมได้จบมันพร้อมๆกับคำในวันนั้น
คำที่ผมบอกกับคนที่เคยหลอกผมว่า
"ให้มันจบ.."

ตอนนั้นเอง มันไม่ได้แค่เรื่องระหว่างเขากับผม
แต่เป็นผม กับ ตัวตนในใจของผมเอง
วันนั้นตัวตนของผมได้ตายไปด้วย...มันได้จบไปแล้ว...

หัวใจที่เชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตาได้ตายลงแล้ว
หัวใจที่เชื่อว่า เพื่อน สำคัญกว่า ความระแวง หรือสังหรณ์ใด ได้ตายไปแล้ว
หัวใจที่เชื่อ ในสิ่งที่ตัวเองคิดตัดสิน ว่าถูกกว่า การตักเตือนใดๆ ได้ตายไปแล้ว
หัวใจที่เชื่อว่า การนิ่งเฉย คือ สันติภาพที่ถูกต้อง ได้ตายลงแล้ว

ณ ที่แห่งใหม่ ผมอีกผู้หนึ่ง ตัดสินใจที